3.6 โทษของน้ำตาล 110 อย่าง

3.6 โทษของน้ำตาล 110 อย่าง



โทษของน้ำตาล

1. กดการทำงานของภูมิต้านทาน

2. ทำลายสมดุลของเกลือแร่ต่างๆ

3. ทำให้สมาธิสั้น

4. ทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

5. ทำให้ความสามารถในการต้านทานเชื้อโรคลดลง

6. ทำให้ความยืดหยุ่นและการทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆลดลง

7. ทำให้ระดับ HDL ลดลง

8. ทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุโครเมี่ยม

9. นำไปสู่การเป็นมะเร็งเต้านม รังไข่ ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย

10. ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารสูงขึ้น

11. ทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุ ทองแดง

12. รบกวนการดูดซึมของแคลเซียมและแมกนีเซียมที่ลำไส้

13. ทำให้สายตาแย่ลง

14. ทำให้ระดับของสารสื่อกลางในสมองบางตัว เช่น โดปามีน

เซโรโตนีน นอเอ็ฟปีเน็บฟริน สูงขึ้น

15.ทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia)

16. ทำให้ระบบทางเดินอาหารเป็นกรด

17. ทำให้เกิดการหลั่งแอดดรีนาลินอย่างรวดเร็วในเด็ก

18. ทำให้เกิดภาวะดูดซึมสารอาหารผิดปกติที่ลำไส้

19. ทำให้แก่เร็ว

20. นำไปสู่การเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

21. ทำให้ฟันผุ

22. ทำให้อ้วน

23. เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล

24. ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น

25. ทำให้เกิดข้อต่างๆ อักเสบ

26. ทำให้เกิดโรคหอบหืด

27. ทำให้เกิดโรคติดเชื้อราได้ง่าย

28. ทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี

29. ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

30. ทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบ

31. ทำให้โรค multiple sclerosis

32. ทำให้เกิดริดสีดวงทวาร

33. ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด

34 อาจทำให้เกิดภาวะเบาหวานในคนที่ใช้ยาคุมกำเนิด

35. ทำให้เกิดโรคเหงือก

36. ทำให้กระดูกผุ

37. ทำให้น้ำลายเป็นกรด

38. ทำให้ร่างกายเกิดภาวะไม่ค่อยตอบสนองต่อฮอร์โมนอิซูลิน

39. ทำให้ glucose tolerance ลดลง

40. ทำให้ฮอร์โมนที่ทำให้เติบโต (growth hormone) ลดลง

41. ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลสูงขึ้น

42. ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

43. ทำให้เกิดอาการง่วงซึมในเด็ก เด็กที่กินหวานก็จะมีอาการซนสุดๆไปจนถึงง่วงซึมสุดๆได้

44. ทำให้เกิดปวดศีรษะไมเกรน

45. รบกวนการดูดซึมโปรตีนในทางเดินอาหาร

46. ทำให้เกิดภูมิแพ้

47. นำไปสู่การเป็นเบาหวาน

48. ทำให้เกิดภาวะการตั้งครรภ์เป็นพิษ

49. ทำให้เด็กเป็นโรคผิวหนังที่เรียกว่า เอ็กซีม่า (eczema)

50. ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

51. ทำให้เกิดความผิดปกติของ DNA ได้

52. สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโปรตีนได้

53. ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของคอลลาเจน

54. ทำให้เป็นต้อกระจกได้

55. ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพองได้

56. ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวและหนาตัวได้

57. ทำให้ไขมันเลว LDL สูงได้

58. ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในกระแสเลือดได้

59. ทำให้เอนไซม์ในร่างกายทำงานลดลงได้

60. สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของโปรตีนในร่างกายอย่างถาวรได้

61. ทำให้ตับโตโดยเกิดการแบ่งตัวของเซลล์ตับเพิ่มขึ้น

62. ทำให้ไขมันในตับเพิ่มขึ้น

63. ทำให้ขนาดของไตโตขึ้นและมีการทำลายไต

64. ทำลายตับอ่อน

65. ทำให้ร่างกายเกิดภาวะบวมน้ำได้

66. เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้

67. ทำให้สายตาสั้น

68. ทำให้เยื่อบุเส้นเลือดฝอยทำงานไม่ดี

69. ทำให้เส้นเอ็นไม่แข็งแรง

70. ทำให้ปวดศีรษะ

71.ทำให้ตับอ่อนหมดสภาพทำงานไม่ไหว

72 ทำให้ผลการเรียนของเด็กตกต่ำลง

73.ทำให้คลื่นสมองที่เรียกว่า เดลต้า อัลฟา เธตา เพิ่มสูงขึ้น

74. ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

75. เพิ่มโอกาสที่จะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

76. ทำให้อาหารไม่ย่อย

77. เพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคเก๊าท์

78.การกินน้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลกลูโดสเพิ่มสูงขึ้นในการทำ oral glucose tolerance test

เมื่อเปรียบเทียบกับการกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

79. คนที่กินหวานมากจะทำให้เกิดภาวะต้านอินซูลิน insulin resistance ได้มากกว่าคนที่กินหวานน้อย

80. ทำให้เพิ่มการหมักหมมของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่

81. ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ albumin และ lipoprotein ลดลง ทำให้ร่างกายเกิดปัญหากับการจัดการไขมัน

และโคเลสเตอรอล

82. เพิ่มโอกาสเสี่ยงอย่างมากในการที่จะเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ เป็นแผลเรื้อรัง (Crohn's disease)

83. ทำให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกันเป็นก้อน

84. ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติได้

86. ทำให้เกิดนิ่วในไตได้

86. ทำให้สมองส่วน hypothalamus ทำงานผิดปกติ

87. ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ

88. ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินในเลือดเพิ่มสูงขึ้นและอาจนำไปสู่ภาวะ hyperinsulinemia

89. ทำให้ปัญหาการอุดตันของหลอดเลือดเล็กๆ ส่วนปลายที่เกิดจากเกล็ดเลือดเกาะตัวกันเป็นก้อน เพิ่มสูงขึ้น

90. ทำให้เกิดมะเร็งของท่อน้ำดีได้

91. ทำลายสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย

92 ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แล้วทานหวานมาก มีโอกาสที่เมื่อคลอดทารกออกมาแล้วทารกจะมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตราฐาน

93. ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แล้วทานหวานมาก มีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนดได้

94. ทำให้อาหารคลื่อนตัวผ่านทางเดินอาหารช้าลง

95. ทำให้น้ำดีเข้มข้นและเอนไซม์ของแบคทีเรียในลำไส้เข้มข้นเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

96. ทำให้ fasting blood sugar สูงขึ้น

97. ทำลายเอนไซม์ phosphatase ทำให้การย่อยอาหารยากขึ้นทำให้เกิดอาการท้องอึดท้องเฟ้อปวดทัองได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่

98. เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งถุงน้ำดี

99. เป็นสารเสพติด

100. น้ำตาลเป็นพิษได้เหมือนแอลกอฮอล์

101. ทำให้อาการไม่พึงประสงค์ต่างๆก่อนมีประจำเดือนเป็นมากขึ้น

102. กดการทำงานของเม็ดเลือดขาว พูดง่ายๆก็คือกดการทำงานของภูมิต้านทานนั่นเอง

103. ลดการกินหวานจะช่วยทำให้อารมณ์แปรปรวนลดลง

104. ถ้าเรากินคาร์โบไฮเดรตในรูปของของหวาน จะทำให้เกิดไขมันได้ 2-5 เท่าเมื่อเทียบกับเรากินคาร์โบไฮเดรตในรูปของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวและธัญพืชต่างๆ

105. การดูดซึมอย่างรวดเร็วของน้ำตาลส่งเสริมให้คนอ้วนทั่วไปกินอาหารได้เพิ่มขึ้น

106. ทำให้อาการของเด็กสมาธิสั้นแย่ลง

107. ทำให้ระดับเกลือแร่ในปัสสาวะเปลี่ยนแปลง

108. ทำให้ความสามารถในการทำงานของต่อมหมวกไตลดลง(ทำให้ความสามารถในการทนต่อความเครียดลดลง)

109. ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานที่ผิดปกติ และทำให้เกิดภาวะเสื่อมต่ออวัยวะต่างๆ

110. เป็นปัจจัยเสี่ยงอันหนึ่งในการทำให้เป็นมะเร็งปอด


ที่มา: หนังสือ ทำไมคุณถึงป่วย โดย นายแพทย์เปี่ยมโชค ชลิดาพงศ์



คอร์สพิชิตมะเร็งด้วยธรรมชาติ

Buy nowLearn more
  • 📣 ฟรีกลุ่มซัพพอร์ต ZOOM ไลฟ์สด Q&A ตอบปัญหาพิชิตมะเร็งกับโค้ชนาตาลี3

บทที่ 1 รู้จักมะเร็งและสาเหตุของการเกิดมะเร็ง

  • 1.1 บทนำและวิธีการเรียนของคอร์สนี้
  • 1.2 เริ่มต้นที่นี่ถ้าเพิ่งรู้ว่าเป็นมะเร็ง
  • 1.3 ที่มาของความรู้และประสบการณ์มะเร็งของโค้ชนาตาลี
  • 1.4 สรุป 12 ขั้นตอนพิชิตมะเร็ง ฉบับย่อ2
  • 1.5 มะเร็งคืออะไรกันแน่ และสาเหตุแท้จริงของการเกิดโรคมะเร็ง5
  • 1.6 หลักการบำบัดมะเร็งของเกอร์สันบำบัด (Gerson Therapy)
  • 1.7 หลักคิดสำคัญที่สุดของการบำบัด1
  • 1.8 การตรวจเลือดและการสแกน การตรวจหาค่ามะเร็ง3
  • 1.9 ภาพสรุป 12 ขั้นตอนบำบัดมะเร็งด้วยตัวเอง6
  • 1.10 คลีนิคทางเลือกที่ไทยตรวจหาปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่ออาหารและสารโลหะหนัก 2
  • 1.11 ผลข้างเคียงของยาคีโม 5FU (Fluorouracil)6
  • 1.12 ตัวอย่างผู้ที่พิชิตมะเร็ง2
  • 1.13 ผู้ที่หายจากมะเร็งด้วยสูตรเกอร์สัน
  • 1.14 ตรวจหามะเร็งต้องตรวจอะไรบ้าง ดูแค่ค่า CEA ไม่เพียงพอ

บทที่ 2 - สร้างมายด์เซ็ท (mindset) สู้มะเร็ง

  • 2.1 เปลี่ยนทีละ 1 องศา2
  • 2.2 ขั้นตอนที่ 12 - เชื่อมั่นและตั้งใจ1
  • 2.3 ขั้นตอนที่ 11 - ปล่อยวางและให้อภัย ดูแลอารมณ์และจิตใจ3
  • 2.4 วิธีสร้างพลังให้ตัวเอง
  • 2.5 วิธีทำให้คุณเลิกกลัวมะเร็ง
  • 2.6 สาเหตุและวิธีกำจัดความเครียดที่หลายคนไม่รู้
  • 2.7 วิธีสร้างพลังสู้มะเร็งจากคนที่หายจากมะเร็งต่อมน้ำเหลือง1
  • 2.8 สมาธิ 3-2-1 ช่วยบำบัดมะเร็ง3
  • 2.9 เสียงนำสมาธิเปิดดีเอ็นเอ HU + 528Hz + Light Language + ปรับจักระทั้ง 7

บทที่ 3 - ของใช้ในบ้านและอาหารที่ควรงด ตามหลักของเกอร์สัน

  • 3.1 ขั้นตอนที่ 1 - เริ่มต้นที่ปรับเปลี่ยนของใช้ในบ้าน6
  • แนะนำเครื่องคั้นแยกกากสกัดเย็น1
  • 3.2 สารเคมีที่ควรหลีกเลี่ยง
  • 3.3 ของใช้ส่วนตัวและของใช้ในบ้านที่คนเป็นมะเร็งควรหลีกเลี่ยง
  • 3.4 ขั้นตอนที่ 2 งดอาหารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง6
  • 3.5 ปริมาณน้ำตาลในของหวานและเครื่องดื่ม
  • 3.6 โทษของน้ำตาล 110 อย่าง
  • 3.7 ร่างกายจัดการกับเนื้อสัตว์ได้อย่างไร1
  • 3.8 ทำไมผู้ป่วยมะเร็งไม่ควรทานเกลือ1
  • 3.9 เป็นมะเร็งแล้วทานถั่วเหลืองดีมั้ย1
  • 3.10 กินโปรตีนแบบไหนปลอดภัยต่อมะเร็ง5
  • 3.11 Marmite ทานมาร์ไมท์ดีมั้ย1

บทที่ 4 - อาหารต้านมะเร็ง ตามหลักสูตรเกอร์สัน

  • 4.1 หลักการทานอาหารต้านมะเร็ง14
  • 4.2 ขั้นตอนที่ 3 (สำหรับผู้ที่รับคีโม) - เพิ่มอาหารต้านมะเร็ง Ep.1/211
  • 4.3 ขั้นตอนที่ 3 (สำหรับผู้ที่รับคีโม) - เพิ่มอาหารต้านมะเร็ง Ep.2/22
  • 4.5 ขั้นตอนที่ 3 (สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับคีโม) - เพิ่มอาหารต้านมะเร็ง6
  • 4.6 ขั้นตอนที่ 3 สาธิตการทำน้ำแครอทและน้ำผักสูตรเกอร์สัน
  • 4.7 รายการผักต้านมะเร็ง6
  • 4.8 วิธีล้างผักของคลีนิคเกอร์สัน5
  • 4.9 วิธีล้างผักด้วยน้ำส้มสายชู1
  • 4.10 ทำไมเราควรทานอาหารแบบโฮลฟู้ด (Whole Food)
  • 4.11 ขั้นตอนที่ 4 ทานอาหารให้ถูกวิธี1
  • 4.12 ตารางดีทอกซ์-น้ำผัก-วิตามิน ตามสูตรเกอร์สัน12
  • 4.13 ตัวอย่างเมนูอาหารของเกอร์สันไดเอทใน 1 วัน1
  • 4.14 จัดลำดับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง3
  • 4.15 อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดที่คนเป็นมะเร็งทานได้1
  • 4.16 คุณค่าทางโภชนาการของกะหล่ำปลีเขียวและม่วง1
  • 4.17 ผัก-ผลไม้ฤทธิ์เย็น
  • 4.18 Q & A - หาผักออกานิกซ์ไม่ได้ ทำอย่างไรดี
  • 4.19 Q & A - หาผักทำน้ำผักคั้นสูตรเกอร์สันไม่ได้ ทำอย่างไรดี
  • 4.20 Q & A ช่วงตอบคำถามเรื่องผัก
  • 4.21 Q & A ตอบคำถาม - น้ำผักมีหลายสูตร แล้วใช้สูตรไหนดี2

บทที่ 5 - กำจัดของเสีย ดีท็อกซ์ร่างกาย

  • 5.1.1 ขั้นตอนที่ 5 (สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับคีโม) - ดีท็อกซ์ร่างกาย7
  • 5.1.2 ขั้นตอนที่ 5 (สำหรับผู้ที่รับคีโม) - ดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ได้เมื่อไหร่5
  • 5.1.3 ขั้นตอนที่ 5 (สำหรับผู้ที่รับคีโม) - ดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ8
  • 5.2 ข้อห้าม การสวนล้างลำไส้ด้วยตนเอง ถ้าคุณมีอาการหรือโรคต่อไปนี้1
  • 5.3 วิธีสวนล้างลำไส้ คำเตือนและข้อควรระวังในการดีท็อกซ์11
  • 5.4 อาการถอนพิษที่อาจเกิดขึ้นจากการบำบัด11
  • 5.5 สำหรับผู้ที่รับยามุ่งเป้า (พุ่งเป้า) - วิธีดีท็อกซ์แบบเริ่มต้น6
  • 5.6 วิธีเลือกกาแฟทำดีท็อกซ์ให้เหมาะกับตัวคุณ2
  • 5.7 วิธีต้มกาแฟแบบเกอร์สันสำหรับดีท็อกซ์ 1 ครั้ง8
  • 5.8 วิธีเตรียมกาแฟแบบเข้มข้นเพื่อทำดีท็อกซ์หลายๆครั้ง9
  • 5.9 สาธิตวิธีการดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ (Enema)3
  • 5.10 วิธีทำน้ำชาคาโมมายล์ (chamomile tea) เพื่อดีท็อกซ์
  • 5.11 วิธีล้างอุปกรณ์ดีท็อกซ์แบบ Deep Cleaning5
  • 5.12 ตัวอย่างพยาธิจากการดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้
  • 5.13 ตัวอย่างพยาธิหลังจากดีท็อกซ์ด้วยกาแฟจากนักเรียน 11
  • 5.14 ตัวอย่างพยาธิหลังจากดีท็อกซ์จากนักเรียน 2
  • 5.15 การดีท็อกซ์ด้วยน้ำคั้นวีทกราส2
  • 5.16 ดีท็อกซ์ด้วยวิธีวิตามินซีฟลัช (Vitamin-C Flush) Ep.1/34
  • 5.17 ดีท็อกซ์ด้วยวิธีวิตามินซีฟลัช (Vitamin-C Flush) Ep.2/34
  • 5.18 ดีท็อกซ์ด้วยวิธีวิตามินซีฟลัช (Vitamin-C Flush) Ep. 3/3
  • 5.19 ตารางจดบันทึกวิตามินซีฟลัช (Vitamin-C Flush)
  • 5.20 Q&A - ดีท็อกซ์นานเท่าไหร่ถึงจะหาย?4
  • 5.21 Q&A ตอบคำถาม - ทำดีท็อกซ์แล้วใจสั่น แก้ยังไงดี4
  • 5.22 Q&A ตอบคำถาม เรื่องดีท็อกซ์8
  • 5.23 Q&A ช่วงตอบคำถาม ดีทอกซ์, กระหล่ำปลี, น้ำเซลารี่4

บทที่ 6 - เพิ่มภูมิคุ้มกันด้วยการออกกำลังกาย ใช้วิตามินและแสงแดด

  • 6.1 ขั้นตอนที่ 6 - ตากแดดเพิ่มภูมิ
  • 6.2 ขั้นตอนที่ 7 - เลือกวิตามินและอาหารเสริม (สูตรเกอร์สัน)6
  • 6.3 วิธีเตรียมน้ำโปแตสเซียม (Potassium Compound)
  • 6.4 วิธีการใช้วิตามินของเกอร์สัน Gerson supplements6
  • 6.5 ข้อคิดเรื่องวิตามินและอาหารเสริมอื่นๆ
  • 6.6 ขั้นตอนที่ 7 - ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้านมะเร็งนอกเหนือจากสูตรเกอร์สัน Ep.18
  • 6.7 ขั้นตอนที่ 7 - ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้านมะเร็งนอกเหนือจากสูตรเกอร์สัน Ep.2
  • 6.8 ประโยชน์และวิธีใช้น้ำมันเทียนดำ (Black Seed Oil)2
  • 6.9 ขั้นตอนที่ 7 - วิตามินและอาหารเสริมที่จำเป็นสำหรับผู้ที่รับคีโม6
  • 6.10 ขั้นตอนที่ 8 - ออกกำลังกายพอเหมาะ

บทที่ 7 - อากาศ ออกซิเจน และการพักผ่อน

  • 7.1 ขั้นตอนที่ 9 - เพิ่มออกซิเจน3
  • 7.2 เพิ่มออกซิเจนด้วย สมาธิบำบัด SKT2
  • 7.3 ขั้นตอนที่ 10 - นอนให้เพียงพอ
  • 7.4 อาหารที่มีผลต่อการนอน

บทที่ 8 - การบำบัดมะเร็งทางเลือกอื่นๆ

  • 8.1 น้ำมันกัญชากับการบำบัดมะเร็ง
  • 8.2 การบำบัดมะเร็งด้วยหลักของ Raymond Francis
  • 8.3 คลีนิคทางเลือกที่ไทย
  • 8.4 BONUS 2 - Essiac Tea ชาแอสซิแอค ร่วมกับการบำบัดมะเร็ง
  • 8.5 การบำบัดทางเลือกด้วยสูตรของบัดวิก (Budwig Protocol)
  • 8.6 ประโยชน์ของโอโซนบำบัด -แบบทำเองที่บ้าน1
  • 8.7 รวมรายชื่อแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบำบัดทางเลือกที่อเมริกา3
  • 8.8 -10 วิธีกำจัดมะเร็งจากหนังสือ Radical Remission
  • 8.9.1 BONUS - สมุนไพรต้านมะเร็งชุดเรนฟอเรส(Amazon Rainforest) Ep. 1/25
  • 8.9.2 BONUS - สมุนไพรต้านมะเร็งชุดเรนฟอเรส Ep.2/2
  • 8.10 การใช้เสียงบำบัด Sound Therapy ร่วมกับการบำบัดมะเร็ง

บทที่ 9 - วิธีรับมือกับอาการต่างๆ

  • 9.1 วิธีแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องด้วยน้ำข้าวโอ๊ต
  • 9.2 วิธีลดอาการปวดด้วยน้ำมันละหุ่ง (Castor Oil)2
  • 9.3 วิธีบรรเทาอาการปวดสูตรเกอร์สัน
  • 9.4 การบรรเทาอาการไข้ขึ้นสูง
  • 9.5 ภาวะท้องมาน น้ำในท้อง (ASCITES, ABDOMINAL EDEMA)
  • 9.6 อาการท้องอืดท้องเฟ้อ และโรคกรดไหลย้อน
  • 9.7 รวบรวม 10 วิธีบรรเทาอาการปวด
  • 9.8 เม็ดเลือดแดงต่ำ - อาหารที่ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดง
  • 9.9 อาหารเสิรมที่ช่วยอาการอ่อนแรง2
  • 9.10 ภาวะโซเดียมต่ำ-โปแตสเซียมสูง
  • 9.11 วิธีแก้ หลังทำดีทอกซ์แล้วใจสั่น

บทที่ 10 - Q & A ช่วงตอบคำถามทั่วไป และคลิปไลฟ์เก่า

  • LIVE: Q&A เรื่องดีทอกซ์ อาหาร น้ำผัก และวิธีปรับจิตพิชิตมะเร็ง16
  • การบ้าน สร้างตารางกิจวัตรประจำวันของตัวเอง
  • Q&A น้ำมันมัสตาร์ด Mustard Oil ใช้ทำอาหารดีหรือไม่?
  • มีใครดีขึ้นแชร์ประสบการณ์ที่นี่ด้วยนะคะ3
  • Q&A คำถามเกี่ยวกับเรื่องคีโมและการฉายแสง11
  • Q&A คำถามและแชร์ประสบการณ์ การทำดีท็อกซ์4
  • Q&A คำถามและแชร์ประสบการณ์ การทำดีท็อกซ์
  • Q&A เรื่องอาหาร และน้ำผัก39

บทที่ 11 - ข้อมูลอาหาร สูตรน้ำผักและตารางดีทอกซ์ (ดาวน์โหลดที่นี่)

  • 11.1 ตารางดื่มน้ำผักและดีทอกซ์ของสูตรเกอร์สัน8
  • 11.2 น้ำผักบำบัดมะเร็ง สูตรเกอร์สัน2
  • 11.3 BONUS 3 - จัดลำดับพืชผักมีฤทธิ์ต้านมะเร็งตามประเภทของมะเร็ง
  • 11.4 น้ำผักต้านมะเร็งสูตรต่างๆเพิ่มเติมจากสูตรเกอร์สัน2
  • 11.5 น้ำผักสูตรล้างไตและตับ
  • 11.6 น้ำผักบำรุงเลือด บำรุงกระดูก
  • 11.7 BONUS 4 - พืชที่ให้แคลเซียมสูง
  • 11.8 BONUS 4 - พืชที่ให้โปรตีนสูง
  • 11.9 TOP 22 อันดับพืชที่มีไฟเบอร์สูง2
  • 11.10 TOP 30 ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง
  • 11.11 TOP 24 พืชผักที่มีวิตามินซีสูง
  • 11.12 Top 20 พืชต้านอนุมูลอิสระ
  • 11.13 วิธีคำนวณหาจำนวนโปรตีนที่ร่างกายต้องการต่อวัน
  • 11:14 BONUS 5 - ตัวอย่างเมนูอาหารพิชิตมะเร็ง
  • 11.15 สูตรอาหารมื้อหลัก
  • 11.16 สูตรซุปผัก
  • 11.17 สูตรทำน้ำสลัด (แบบต้านมะเร็ง)
  • 11.18 สูตรน้ำพริก
  • 11.19 สูตรอาหารบำรุงตับ
  • 11:20 ทาโก้ผักรวม2
  • 11.21 ซูชิดอกกะหล่ำกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด
  • 11.22 รวมลิ้งค์คลิปทำอาหารต้านมะเร็ง

บทที่ 12 เมนูอาหารจากนักเรียน

  • เมนูอาหารจากนักเรียน1

BONUS Q&A ตอบคำถามทาง Zoom

  • 2025-08-22 Q&A Ep.1 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-08-22 Q&A Ep.2 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง6
  • 2025-09-26 Q&A Ep.1 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-09-26 Q&A Ep.2 วิธีใช้เสียงตัวเองบำบัดร่างกาย
  • 2025-09-26 Q&A Ep.3 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-09-26 Ep.4 ช่วงทำสมาธิ 13 นาที
  • 2025-09-26 Q&A Ep.5 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-10-31 Q&A Ep.1 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-10-31 Q&A Ep.2 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-10-31 Q&A Ep.3 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-12-05 Q&A Ep.1 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-12-05 Q&A Ep.2 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-12-05 Q&A Ep.3 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง
  • 2025-12-05 Q&A Ep.4 ตอบปัญหาพิชิตมะเร็ง